นวนิยายเปิดหมวก น้าโอ๊ะ คมกฤช จันทราสา
เสียงเพลงบรรเลงขึ้น เพื่อนำมาซึ่งเศษสตางค์จำนวนไม่มาก แต่ได้พอประทังชีวิตไปวันๆ
สำหรับชายหนุ่มผู้นี้ ด้วยการใช้ชีวิตของเขา ซึ่งเหมือนดั่งใบไม้ที่ล่องลอยไปในลำน้ำ
โดยไม่มีจุดหมายใดๆ การเผชิญต่อโชคชะตา ถึงแม้จะลำบาก แต่สิ่งที่ได้มา คือความอิ่มเอมใจอย่างเป็นสุข
ริมทางเท้าหน้าห้างสรรพสินค้าแถบชานเมือง
มีชายหนุ่มยืนดีดกีต้าร์อยู่เพียงลำพังท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมา
เบื้องล่างข้างหน้ามีซองกีต้าร์เปิดออกเพื่อรองรับเศษสตางค์จากผู้คนที่เดินผ่าน
เสียงทามลีนถูกเหยียบด้วยรองเท้าบูทดังขึ้นเป็นจังหวะ
คลอด้วยเสียงกีต้าร์และปากเป่าเม้าออร์แกรนที่สวมไว้อยู่ในคอผมเพร่ายาวรุงรังปล่อยปิดใบหน้าเปลือกตาหรี่ลงตามอารมณ์เพลงที่ได้บรรเลงออก ผู้คนที่เดินผ่านบ้างก็โยนเหรียญบาทและเหรียญห้าสิบสตางค์ลงมา
เสียงดนตรีและเสียงร้องพร่ำรำพันอยู่คนเดียวบ้างก็เป็นเรื่องปกติของผู้คนเมื่อได้พบเห็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
กับอีกบางคนก็เป็นเรื่องแปลกตาและงุนงงชวนให้สงสัยหยุดยืนดูอยู่ใกล้ๆ
แสงแดดที่จัดจ้าก็เริ่มอ่อนลงน้ำในขวดโพลาลิตรที่วางอยู่กับพื้นข้างๆก็เหลืออยู่น้อยนิดเต็มทีแต่ก็ยังพอได้แก้กระหายได้อีกครั้งคราว
เรือนร่างที่งดงามค่อนข้างสูงและบอบบางถูกแดดเผาจนผิวไหม้เกรียมเป็นสีน้ำตาลเข้มดวงตาคมสดใสชอบผลิรอยยิ้มขึ้นบางๆอย่างมีความสุขกับการเจ้าคิดเจ้าปัญญาชื่นชอบและจดจำในการสังเกตความเป็นเองตามธรรมชาติของวิถีชีวิตผู้อื่น
เสื้อผ้าที่ห่อหุ้มร่างกายเก่าและเปื่อยจนบางส่วนขาดรุ่งริ่ง วศินปลดสายสะพายกีต้าร์ ออกจากบ่าและวางลงข้างๆเพื่อหยุดพักมือหยิบซองบุหรี่ออกจากกระเป๋าเสื้อเสียงไฟแช็คดังขึ้นหนึ่งถึงสองครั้ง
วศินพ่นควันออกเป็นพวยยาวพร้อมกับถอนหายใจเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด
มืออีกข้างหยิบขวดน้ำขึ้นแล้วเขย่าเพียงเบาๆก่อนที่จะดื่มจนหมดชายตาชำเลืองมองดูเศษสตางค์ที่ทับกันเรียงรายอยู่ไม่มากนักผู้คนยังเดินผ่านกันมากขึ้นอย่างมิขาดตา
ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงแสงแดดเป็นสีทองอำไพอย่างงดงามสายลมพัดแผ่วมาเป็นระรอกให้ชุ่มเย็น
อากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรู้สึกได้ชัดความร้อนในยามบ่ายก็เริ่มเบาบางลง
เสียงท้องร้องดังขึ้นเป็นระยะวศินเริ่มรู้สึกหิวเอามือลูบท้องขึ้นลงแล้วก้มตัวลงเก็บกีต้าร์และเหรียญเศษสตางค์ที่ได้มาแล้วเดินหายไปปะปนกับผู้คน และทุกท่วงท่าการเดินเหินสง่างามอย่างมีเสน่ห์ที่มือถือกีต้าร์ทำให้หญิงใดเมื่อพบเห็นต่างก็นึกรักและมีชายตามองซึ่งเป็นที่พึ่งพอใจในตัววศิน
ความมีใจคอที่เด็ดเดี่ยวด้วยสองเท้าที่ก้าวลงบนพื้นอย่างมั่นคงไม่ย่นท้อให้ลังเลใจใดๆเสมือนเป็นการปลุกสำนึกให้วศินได้รู้อยู่แก่ใจดีว่าต้องการสิ่งใดและการเอาตัวรอดให้พ้นต่อความหิวซึ่งเป็นเรื่องของชีวิตที่ทุกคนจะต้องดูแลเอาใจใส่มิให้ขาดตกบกพร่อง ความหิวกระหายยังติดตามตัววศินอย่างไม่ลดละและไม่มีหนทางให้หลีกเลี่ยงได้ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่สองเท้าของวศินก็ยังคงก้าวเดินต่อไป
ผืนผ้าบางๆได้ชำระแขนขาลูบไล้ตามส่วนต่างๆของร่างกายให้พอเนื้อตัวได้ชุ่มชื่นขึ้นจากกลิ่นคลาบเหงื่อและฝุ่นละอองที่ติดตามตัวมาเป็นเวลานานตลอดทั้งวัน
ในราตรีที่มีดวงดาวสุกสกาวระยิบระยับบนท้องฟ้าดวงเดือนเฉิดฉายนวลผ่องอำไพดั่งมีอำนาจและบารมีที่มีหมู่ดวงต่างๆล้อมลอบอยู่เรียงราย วศินพักค้างแรมที่ศาลาป้ายรถเมล์กับกีต้าร์คู่กายที่ตั้งวางไว้อยู่ข้างๆ
ดวงตาเม่อลอยไปที่ท้องฟ้ากับผลิรอยยิ้มขึ้นบางๆความนึกฝันและความคิดของวศินคำนึงขึ้น ฉันอยากมีแสงเฉิดฉายนวลผ่องอำไพดั่งดวงเดือนนั่น
ซึ่งเป็นที่ๆมีความรักความอบอุ่นผูกพันเกิดขึ้นกับหมู่ดาวอย่างเป็นนิรันดร์
แต่สภาวะของฉันในตอนนี้เป็นผู้ที่โดดเดี่ยวเดียวดายเหมือนเช่นดวงตะวันที่เวิ้งว้างว่างเปล่าอยู่เพียงผู้เดียว ดวงตาเริ่มลุกโพรงและลมหายใจทอดยาวออกมาอย่างมีน้ำหนัก
วศินดึงสติและจิตใจที่เม่อลอยนั้นกลับมาความนึกฝันของวศินที่เกิดขึ้นมิใช่ฝันที่เกิดจากความฟุ้งซ่านกระวนกระวายใจใดๆแล้วหายไป
แต่เป็นฝันที่สร้างคำถามและมีคำตอบอยู่ในตัวตนทำให้รอยยิ้มบางๆของวศินที่ผลิออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าปรากฏแววเฉิดฉายบนดวงหน้าอย่างมีความสุขความอิ่มเอิบที่เกิดขึ้นอยู่ภายในตัวของตัวเอง และความอ่อนเพลียก็ทำให้วศินหลับลงในค่ำคืนนี้
เช้าวันใหม่ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นสู่ท้องฟ้าความมืดก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินปกคลุมไปทั่วท้องฟ้าทันที
ฉันไม่เคยเห็นท้องฟ้าที่สวยงามอย่างนี้มาก่อนดูช่างงดงามมาก
ตะวันทอแสงขึ้นบางๆแล้วท้องฟ้าสีเทาก็เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็วเสียงรถที่วิ่ง
อยู่บนถนนก็เริ่มมากขึ้นผู้คนต่างก็มายืนที่ศาลาป้ายรถเมล์กันมากมายเหมือนได้มีการนัดหมายกันเอาไว้
รถเมล์วิ่งมาจอดที่ป้ายผู้คนเร่งรีบขึ้นรถกรูไปพร้อมๆกันคนแล้วคนเล่า
วศินเอามือล้วงกระเป๋าควักเงินออกมานับดูก็คงพอให้ค่าโดยสารไปได้บ้างกลิ่นน้ำหอมโชยเข้าจมูกวศินจนทำให้ระบบทางเดินหายใจเกิดความระคายและจามออกมาหญิงสาวที่ยืนอยู่ใกล้ๆหันมามองวศินทันที
วศิน “ขอโทษครับ”
พร้อมกับผงกหน้าลง
ไม่มีเสียงตอบรับจากเธอแต่รอยยิ้มที่เธอผลิขึ้นคงแทนคำพูดได้
เธอคงไม่ถือสาอะไรในตัวฉันแล้วเธอก็ขึ้นรถเมล์หายไปเหมือนกับคนอื่นๆ
ฝุ่นละอองและเขม่าควันบนถนนก็เริ่มระอุร้อนแผ่กระจายมากขึ้น
วศินเริ่มรู้สึกเวียนหัวและหายใจไม่ค่อยออก ฉันก็ต้องไปเหมือนกับคนอื่นๆเช่นกัน น
วศินขึ้นรถเมล์พร้อมกับมือถือกีต้าร์ติดพ่วงลุงลังเบียดเสียดกับผู้คนจำนวนมากดูช่างวุ่นวายขวักไขว่ไม่น้อยและบนรถเมล์ทุกๆคันก็คงเป็นเช่นเดียวกันเหมือนกับรถคันนี้ที่วศินขึ้นมา
เสียงพูดตระโกนของกระเป๋ารถดังขึ้นเป็นระยะเมื่อรถเมล์จอดถึงป้ายแต่ความมีโชคดีก็คงมีที่นั่งไม่มากนักให้กับคนมากๆเช่นนี้ผู้คนยังยื้อแย้งแข่งขันเร่งรีบขึ้นรถเมล์อยู่เช่นเดิมและเป็นปกติเช่นทุกวันอย่างไม่เบื่อหน่าย
สังคมที่อยู่ใจกลางเมืองมีถนนหนทางสลับซับซ้อนตึกสูงราวเสียดฟ้าตระหง่านงามเรียงรายกันเป็นทิวแถวผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เลิศหรูมีราคา ธุรกิจน้อยใหญ่เติบโตขึ้นตามสภาวะของเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองผู้คนมีอันจะกินเพิ่มมากขึ้นแต่คนเหล่านี้ยังต้องดิ้นรนและเหน็ดเหนื่อยอยู่ทุกวันมิใช่หรือ
ความขยันความอดทนยังคงเกิดขึ้นตรึกติดอยู่ในใจให้พึงสำนึกถึงความรับผิดชอบอยู่ทุกเวลา แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะถูกเก็บซ่อนไว้ในใจแต่การใช้ชีวิตประจำวันของคนเหล่านั้นย่อมรู้ดีว่าเขาต้องการและพึงปรารถนาสิ่งใดถ้ามิใช่ความร่ำรวยและความสุขสบายที่มีจุดหมายเป็นสิ่งเดียวกันดอกหรือ
นักเรียนถือกระเป๋ายังต้องห้อยโหนรถเมล์อยู่ประจำผู้ใฝ่ดียังคงหาความรู้ยังคงแก่เรียน
นักเรียนนักศึกษาจะต้องเติบโตและมีวิถีชีวิตเป็นอนาคต
มีตัวตนและจะเป็นผู้ที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่เลิศหรูมีราคาเหมือนกับคนเหล่านั้นมิใช่หรือ
วศินชำเลืองตามองมาที่กีต้าร์ที่ห่อหุ้มด้วยซองหนังสีดำอันมันเงา สายตาต่ำลงมองดูรองเท้าบูทที่สวมใส่ กางเกงยีนที่เคยเป็นสีน้ำเงินเข้มแต่เดี๋ยวนี้กลับซีดขาวแซมด้วยเศษฝุ่นที่ติดเปื้อนจนสภาพโทรมมากทุกที ส่วนเสื้อผ้าก็ขาดวิ่นแต่ก็พอสวมใส่ไปได้อีกนาน
และชุดที่ฉันสวมใส่อยู่นี้ก็มีลักษณะภาพซึ่งเป็นที่มิน่าไว้ใจต่อสายตาผู้อื่นเมื่อได้พบเห็นฉันย่อมไม่แตกต่างกับสุนัขจรจัดแต่อย่างใด เนื้อตัวก็สกปรกด้วยคราบเหงื่อและมีกลิ่นเปรี้ยวติดตามตัวผมเพร่ายาวลกปะบ่าหนวดและเครางอกแข็งจนดกดำแซมน้ำตาลเข้มปล่อยเล็บมือยาวรูปลักษณ์ตัวตนของฉันในตอนนี้ย่อมไม่มีผู้ใดคบค้าสมาคมด้วยหรอก
ความสมเพชที่เกิดขึ้นกับฉันทำให้ฉันได้รู้จักคนบางคนที่โยนเศษสตางค์อันมีค่าให้กับฉันเมื่อครั้งที่ฉันได้แสดงการเปิดหมวกในที่สาธารณะชนต่อคนเหล่านั้น และสิ่งใดเล่าที่ผู้คนเหล่านั้นก็ยังแสวงหาโชคเหมือนเช่นเดียวกันกับฉัน นั่นไงเศษสตางค์ที่ฉันได้มาเรียงรายกันอยู่ริมฟุตบาทในซองหนังกีต้าร์ที่แบอยู่กับพื้น
บ้างก็อยู่บนสะพานลอยที่ๆมีผู้คนเดินข้ามกันพลุกพล่านหรือตามสถานนีรถไฟต่างๆ ที่มีคนแออัดอยู่กันจำนวนมากที่ฉันได้เคยเปิดหมวกมาและเหรียญเศษสตางค์กลมๆเล็กๆเหล่านี้ที่ฉันได้มาจากผู้คนเหล่านั้นมิใช่โชคลาภดอกหรือ
วศินผลิรอยยิ้มขึ้นบางๆอย่างมีความสุขที่ได้เห็นคำตอบอยู่ภายในความรู้สึกของตนเอง
นั่นไงละการโยนเศษสตางค์สักเหรียญลงกับพื้นก็เป็นการคิดและการตัดสินใจกระทำสิ่งบางอย่างให้เกิดขึ้น และโชคลาภมิสถิตอยู่ในความคิดและการตัดสินใจของคนเหล่านั้นดอกหรือ
ใช่และฉันก็เป็นผู้หนึ่งเหมือนกับคนเหล่านั้นเช่นกันที่มีโชคลาภสถิตอยู่ในตัวตน
วศินผลิรอยยิ้มอยู่นานจนหนังตาปิดลงทั้งที่ยังยืนมือจับราวรถเมล์อยู่
สุดระยะปลายทางที่รถเมล์ที่ต้องจอดให้ผู้โดยสารลง
วศินลงจากรถพร้อมกับมือถือกีต้าร์ที่ยังมิได้ห่างหายไปจากเขา วศินหันซ้ายแลขวาและมองไปรอบๆพร้อมกับก้าวเดินบนริมฟุตบาทที่ทอดเป็นแนวยาวอยู่ข้างถนน แม่ค้าแผงลอยร้องตะโกนขายสินค้าของตน
เด็กขายพวงมาลัยยืนตากแดดอยู่ตามสัญญาณไฟแดง คนกวาดถนนยังรักษาความสะอาดตามหน้าที่ของตนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยปุถุชนคนชั้นต่ำอย่างพวกเขายังมีวิถีชีวิตดิ้นรนอย่างน่าสงสารและไม่มีใครแสดงความเห็นใจช่วยเหลือจุนเจือเขา
นอกจากการช่วยตนเองให้มีชีวิตรอดไปวันๆแต่ยังมีผู้คนที่มีวิถีแย่ไปกว่าเขาเหล่านั้น นั่นคนที่พิการแขนขานั่งขอทานทำตาปริบๆที่น่าเวทนาเขายังมีวิธีที่ทำให้ตนเองมีชีวิตรอดอยู่ได้คนบ้าที่เนื้อตัวแปดเปื้อนดำไปทั้งตัวเหมือนสุนัขบ้าที่กลัวน้ำมาเป็นเวลาแรมปี ผมแข็งฟูติดพันกันยุ่งเหนียวเหนอะหนะดวงตาขาวโพลงนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข ดูเหมือนเขาช่างไม่มีความเดือดร้อนเนื้อทุกข์ใจใดๆ เสื้อผ้าที่ห่อหุ้มตัวเขามีไม่กี่ชิ้นและสภาพแย่ไปกว่าผ้าขี้ริ้วที่ไม่สามารถจะใช้มือหยิบและแตะต้องได้ วศินผลิรอยยิ้มขึ้นบางๆออกมาอย่างเป็นนิสัยและอุทานขึ้น
ฉันคงมีวิถีชีวิตไปสู่สภาพเหมือนคนบ้าเช่นนี้หากฉันไม่คิดทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการเอาตัวรอดให้กับตนเองบ้าง วศินเดินห่างออกไปอีกระยะรถบนถนนค่อนข้างบางตา
วศินเดินข้ามถนนไปยังอีกฝั่งหนึ่งแล้วมองไปที่ป้ายรถเมล์ซึ่งเป็นที่พอให้เปิดหมวกได้บ้างมือปาดเหงื่อที่ซึมไหลออกมาตามใบหน้าลูกกระเดือกที่ลำคอขยับเขยื้อนขึ้นลงก่อนที่คอจะแห้ง วศินใช้ลิ้นเลมที่ริมฝีปากก็ยังพอให้ชุ่มชื่นขึ้นบ้างกีต้าร์ได้ถูกนำออกจากซองหนังสีดำแล้วสวมไว้ที่หัวไหล่ ซองหนังกีต้าร์เปิดแบออกวางอยู่กับพื้นข้างหน้าเท้าข้างขวาเหยียบลงที่ทามลีนขาเม้าออร์แกรนสวมไว้อยู่ในคอและพร้อมที่จะเป่าได้ทุกเวลาเสียงกีต้าร์เริ่มดังขึ้นปากเป่าเม้าออร์แกรนใบหน้าส่ายไปส่ายมาเท้าที่เหยียบทามลีมกระดิกขึ้นลงฟังได้จังหวะ
วศินบรรเลงเพลงอย่างสนุกสนานและเมามันอยู่ท่ามกลางผู้คนที่ยืนรอรถเมล์
ท่ามกลางแดดที่จัดจ้าและความระอุร้อนบนถนน วศินยังยืนร้องเพลงเปิดหมวกด้วยความกระหยิ่มอิ่มใจอย่างอดทนเป็นเวลานาน เศษสตางค์ในซองหนังกีต้าร์เริ่มมากขึ้น จนวศินตกเป็นเป้าสายตาของชายคนหนึ่งที่ชื่อปิลันธ์
ปิลันธ์ยืนมองวศินแสดงการเปิกหมวกอย่างสนอกสนใจและอยากจะเข้ามาทำความรู้จักกับวศิน
แต่โอกาสและจังหวะยังไม่อำนวยให้เพราะวศินยังยืนเล่นกีต้าร์ตามประสาของคนที่ไม่รู้จักจะหยุดพัก
แต่ปิลันธ์ก็ยังไม่ย่นท้อต่อความตั้งใจสายตายังจ้องมองมาที่วศินอย่างไม่ลดละเพื่อรอจังหวะที่จะเข้าไปทักทายให้ได้
ปิลันธ์ดีดนิ้วดังขึ้นด้วยความดีใจเกิดความคิดแล่นขึ้นมา มือรีบควักเศษสางค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงมากพอที่จะน้ำเปล่าสักหนึ่งขวด สิ่งนี้แหละที่พอจะทำให้เรารู้จักกับเขาได้ (ติดตามต่อไปนะครับ)
